วันจันทร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2554

 

กินกล้วยต้านโรค



กินกล้วยต้านโรค (Lisa)

           กล้วย มีกำเนิดอยู่ทางเอเชียตะวันออกเฉียงได้หลายพันปี หลายปีมาแล้ว เชื่อกันว่ากล้วยเป็นผลไม้ชนิดแรกที่คนปลูก เพื่อเป็นอาหาร ประเทศไทยเราชื่อแน่ว่าปลูกกล้วยกินมานานมากแล้ว จดหมายในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อ 300 กว่าปีมาแล้วก็กล่าวถึงเรื่องของกล้วย และยังมีผู้สำรวจและกล่าวว่ากล้วยหลาย 10 พันธุ์มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย แต่คนไทยกลับนิยมกินกล้วยกินน้อยมาก บางคนดูถูกด้วยซ้ำว่าเป็นผลไม้ของคนยาก เนื่องจากราคาถูก จึงถูกจัดให้เป็นผลไม้เกรดต่ำ นำมาขึ้นโต๊ะรับแขกไม่ได้ แขกจะถูกแย่ว่าเลี้ยงกล้วย ต้องไปหาผลไม้แพงๆ ซึ่งความจริงผลไม้ไทยๆ อย่างกล้วยนี้ สุดยอดวิตามินเชียวล่ะ

กินกล้วย-ต้านโรค

           ฟังดูชื่อเรื่อง บางคนอาจจะคิดว่า เกินเลยความจริงไปมั้ง

           จริง ๆ แล้ว ไม่เกินเลยความจริงเลย กล้วยผลไม้ไทย ๆ ของเรานี่แหละใช้เป็นยาป้องกันและรักษาโรคได้หลายโรค และยังเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีสารอาหารครบทุกชนิดที่ร่างกายต้องการ คือมีทั้ง โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน เกลือแร่ วิตามิน และน้ำ โดยเฉพาะกล้วยน้ำว้าเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง และยังมีคุณสมบัติที่ย่อยง่าย ทางการแพทย์จึงได้เลือกให้กล้วยน้ำว้าสุกเป็นอาหารเสริมในวัยทารก

           น้ำตาลที่เกิดขึ้นจากขบวนการเปลี่ยนแปลงของแป้ง ขณะที่กล้วยสุกก็มีคุณสมบัติพิเศษ คือ เมื่อกล้วยตกไปถึงลำไส้จะทำให้ลำไส้มีฤทธิ์เป็นกรด ซึ่งจะเป็นตัวช่วยให้แคลเซียมถูกดูดซึมง่ายและสมบูรณ์ขึ้น จึงนับว่าน้ำตาลในกล้วยมีคุณค่ากว่าน้ำตาลที่ได้จากธัญพืชอื่น ๆ
           สารอาหารโปรตีนที่มีอยู่ในกล้วยน้ำว้า เป็นโปรตีนที่มีกรดอะมิโนที่จำเป็นสำหรับเราอยู่หลายชนิด  โดยเฉพาะมีกรดอะมิโนที่มีชื่อว่า อาร์จินิน และ ฮีสติดีน ซึ่งกรดอะมิโนทั้ง 2 ตัวนี้ เป็นกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของทารก

           นอกจากโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตแล้ว ในกล้วยแต่ละชนิดยังมีไขมันแม้จะอยู่ในปริมาณที่น้อยก็ตาม

           กล้วยแต่ละชนิดจะให้โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน ในปริมาณที่แตกต่างกัน จะเปรียบเทียบให้เห็นชัดเจนจากตาราง โดยเปรียบเทียบจากเนื้อกล้วยในปริมาณ 100 กรัม เท่าๆ กัน

           ส่วนวิตามินนั้น มองดูผิวเผิน กล้วยแต่ละชนิดสีขาวๆ ทั้งนั้นไม่น่าจะให้วิตามินเอเลย แต่ในกล้วยก็มีวิตามินเออยู่ด้วย แม้จะไม่มากเท่าวิตามินเอที่ได้จากมะละกอหรือมะม่วงสุก แต่ก็มีวิตามินเอมากกว่าผลไม้อีกหลาย ๆ ชนิด เช่น ชมพู่ ส้มโอ น้อยหน่า เป็นต้น ในบรรดากล้วยทุกชนิดนั้น กล้วยน้ำว้าจะมีวิตามินเอมากกว่าเพื่อน สำหรับวิตามินตัวอื่น กล้วยก็มีอยู่ครบทุกชนิดเช่นกัน ทั้งวิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินซี และไนอะซิน

เกลือแร่สำคัญ ๆ ที่มีอยู่ในกล้วยก็คือ แคลเซียม ฟอสฟอรัส และเหล็ก
           เมื่อเปรียบเทียบกับผลไม้อื่น ๆ แล้ว กล้วยนับเป็นผลไม้ที่มีเกลือแร่อยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นแคลเซียม ฟอสฟอรัส หรือเหล็กก็ตาม กล้วยทุกชนิดมีแร่ธาตุมากกว่าผลไม้ชนิดต่าง ๆ ดังนี้
          มีธาตุเหล็กมากกว่าแตงโม พุทรา ระกำ ลำไย ลิ้นจี่ แอปเปิ้ล แคนตาลูป ฯลฯ
          มีแคลเซียมมากกว่าชมพู่ มะเฟือง มะไฟ มะยม มังคุด ลิ้นจี่ ลำไย ฯลฯ
          มีฟอสฟอรัสมากกว่าลูกเงาะ ชมพู่ แตงไทย แตงโม มะเฟือง มะม่วง มังคุด ระกำ ละมุด แอปเปิ้ล แคนตาลูป ฯลฯ


กล้วย


ปริมาณสารอาหารที่ได้รับจากเนื้อกล้วย 100 กรัม



หมายเหตุ

จากตารางแสดงคุณค่าอาหารไทย ของกองโภชนาการ กรมอนามัย กรมอนามัย กรกฎาคม 2530



จากตารางแสดงคุณค่าอาหารไทยของกองโภชนาการ กรมอนามัย กรกฎาคม 2530
ปริมาณวิตามินในเนื้อกล้วย 100 กรัม



จากตารางแสดงคุณค่าอาหารไทย ของกองโภชนาการ กรมอนามัย กรกฎาคม 2530
คุณอาจเคยสงสัยว่าเหตุใดชายล่ำบึ๊กบางคนเลือกกินไอศกรีมรสสตอร์เบอรี่ แทนที่จะชอบกินไอศกรีมช๊อคโกแลตที่ดูเข้มกว่า หรือบางคนเลือกกินเชอร์รี่ก่อนแต่บางคนกลับแอบเก็บไว้กินทีหลัง ก่อนอื่นลองนึกดูว่าชายหนุ่มของคุณชอบกินไอศกรีมแบบไหนถ้านึกได้แล้วเรามีคำตอบให้คุณค่ะว่าการที่เค้าชอบกินไอติมรสนั้นรสนี้จริงๆแล้วเค้ามีนิสัยอย่างไร

1.    เขาชอบกินไอศกรีมรสเบสิกๆ เช่น สตรอเบอร์รี่, วนิลา, ช็อกโกแลต ชี้ว่าเขาเป็นคนที่ใช้ชีวิตเป็นแบบแผน และมีระเบียบเรียบร้อย มีหลักการ หรือไม่อีกที ก็เป็นไปได้ว่าเขาไม่ได้เต็มใจมากินไอศกรีมกับคุณก็เลยสั่งไปส่งเดชตามแต่รสที่นึกได้เท่านั้นเอง
2.   เขาดันชอบกินไอศกรีมสตรอเบอร์รี่ ไม่ได้แปลว่าเขาเป็นแต๋วหรือคุณแอบแต่อย่างใด ผู้ชายที่ชอบกินไอศกรีมสตรอเบอร์รี่ เป็นคนที่ค่อนข้างซื่อสัตย์ต่อความรูสึกของตัวเอง มีความเป็นเด็ก และความโรแมนติกแบบฝันหวานซ่อนอยู่ข้างในด้วย
3.  เขาสั่งไอศกรีมชนิดเดียวกัน แต่หลายรสมากินในถ้วยเดียวกัน เช่น ถ้ากินรสช็อกโกแลต ก็สั่งทั้งช็อกโกแลตเฉยๆ สติกกี้ชูวี่ ไปถึงช็อกโกแลตชิป หมายถึงว่า เขาเป็นคนชอบลองของใหม่ไปเรื่อยๆ ช่างเลือก และจะแสวงหาความแปลกใหม่อยู่เนืองๆ ถ้าเป็นแฟนกันควรระวังว่าคุณอาจจะเป็นไอศกรีมก้อนหนึ่งในสามก้อนนั้น
4.  เขาชอบสั่งไอศกรีมรสแปลกๆ มากินและไม่ค่อยจะกินไอศกรีมซ้ำรสกัน หรือลองโปรโมชั่นใหม่ของร้านไปเรื่อยๆ อาจดูคล้ายว่าเขาเป็นคนเลือกมาก แต่จริงๆ แล้ว มันกลับหมายถึงการเป็นคนไม่ยึดติด ชอบริเริ่ม ลอง สำรวจ ค้นหา มักปรับตัวง่าย และยินดีพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่จะมาถึง

5.   เขาชอบกินไอศกรีมแบบสับสน คือปกติ ไอศกรีมเนี่ยจะแบ่งเป็นสองกลุ่ม คือ พวกไอศกรีมนมรสหวานมัน กับไอศกรีมเชอร์เบ็ตที่ออกรสเปรี้ยวอมหวาน เมื่อไอศกรีมสองกลุ่มนี้กินด้วยกัน รสชาติจะอึมครึมแบบบอกไม่ถูก (ไม่เชื่อก็ลองกินเชอร์เบ็ตส้มพร้อมวนิลาดูก็ได้) คนที่ชอบกินไอศกรีมสไตล์นี้ มักเป็นคนที่มีทางเลือก แต่ไม่รู้เลือกทางไหนดี เป็นคนสับสนปนเปนิดๆ เหมือนจะมีวาระแอบแฝงหรือมีสองคนอยู่ในร่างเดียว แต่จริงๆ แล้วเขาอาจจะกำลังค้นหาตัวเองอยู่ก็ได้
6.   เขาชอบกินไอศกรีมเชอร์เบ็ต เขาค่อนข้างอ่อนไหวง่าย มีความเป็นผู้หญิงซ่อนอยู่ในตัวระดับหนึ่ง ทำอะไรมักจะเนี้ยบๆ หน่อย บางทีอาจจะเป็นคนชอบแต่งตัวหรือชอบความสุนทรีย์สวยงาม
7.  เขาชอบกินไอศกรีมโคนมากกว่า การไปนั่งกินเป็นเรื่องเป็นราวตามซุ้มหรือตามร้านต่างๆ หมายถึงนิสัยขี้เล่น ชอบสนุกแบบประเดี๋ยวประด๋าว ไม่ค่อยยึดติดกับอะไร และเบื่อง่าย
8.   เขาชอบกินไอศกรีมบานาน่าสปลิต นอกจากชอบกินกล้วยแล้ว ยังอาจหมายถึงการเป็นคนไม่ชอบอยุ่คนเดียว (เพราะไอศกรีมชนิดนี้ มันเหมาะกับการกินมากกว่า 1 คน) และถ้าคุณเกิดไปเจอใครสักคนกินบานาน่าสปลิตอยู่คนเดียว อาจจะหมายถึงว่าเขาหรือเธอคนนั้นกำลังเหงา…อยากหาเพื่อนกินไอศกรีมอยู่ก็ได้
9.  เขาชอบกินไอศกรีมแบบไม่แต่งหน้า ถ้าไม่ใช่ด้วยเหตุผลเสียดายตังค์ ก็จะหมายถึงเป็นคนตรงไปตรงมา ชอบอะไรเด็ดขาด อยากได้คำตอบแบบ Yes ก็ Yes, No ก็ No
เห็นไหมล่ะนี่แค่รสนิยมในการเลือกกินไอศครีมของเค้านะเนี่ยยังบ่งบอกนิสัยได้มากมายเพียงนี้ถ้ายังไม่แน่ใจว่าหนุ่มๆของคุณชอบกินรสไหนก็ลองชวนไปกินไอติมดูจะได้รู้กันไปเลยว่าเค้าน่ะเป็นคนแบบไหนใช่ตัวจริงของคุณรึป่าว…

วันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2554

รัก โลภ โกรธ หลง คืออะไร

รักนั้นเปรียบฝุ่นเข้าตามองไม่เห็น โลภสำคัญทำลายตนหารู้ไม่ โกรธนั้นเปรียบดั่งเปลวไฟเผามอดไหม้ หลงสบายกลายทุกข์ขมเท่าทวี
ชีวิตของท่านทุกวันนี้ถ้าจะเปรียบไปก็เหมือนชีวิตที่เย็นเฉียบขาดความอบอุ่น อันว่าเปลวเทียนชีวิตของตนไม่รู้จักติด ปัญญามีไม่รู้จักใช้ความเข้าใจมีแต่ไม่พยายาม การศึกษาทำได้แต่ไม่ขวนขวายทำ บุคคลทุกคนที่อยู่รอบข้างเราล้วนเป็นบุคคลที่สำคัญทั้งสิ้น แม้จะมีกรรมสัมพันธ์ แม้จะมีบุญสัมพันธ์ ล้วนแล้วสัมพันธ์กับเราทั้งสิ้น ในวันนี้จึงต้องเป็นวันรู้ตื่นรู้แจ้ง หากชีวิตนี้ยังสัมพันธ์กับ ความรัก โลภ โกรธ หลงเราชี้นำให้ดูความรัก โลภ โกรธ หลง ไว้ในบทกลอน ความรักเปรียบเช่นกับผงเข้าตา ความโลภนั้นเปรียบเสมือนอาวุธที่ทำลายตน เมื่อท่านถือมีดที่จะทำร้ายผู้อื่น เคยคิดไหมว่ามีดนั้นจะหันมาห้ำหั่นตนเองบทเรียนในชีวิตก็มีอยู่แล้ว เวลาท่านถือมีดหั่นผักหั่นเนื้อ เคยไหมที่มีดนั้นย้อนกลับมาหั่นเนื้อเราเอง ความโลภก็เป็นเช่นนี้ เมื่อท่านต้องการที่จะทำลายผู้อื่น ความโลภนั้นก็จะย้อนมาทำลายตนเอง ถือมีดเล่มใหญ่คิดจะห้ำหั่นคนจำนวนมาก ถือมีดเล่มเล็กคอยจะห้ำหั่นคนเพียงคนเดียว เราก็เจ็บน้อยลงใช่หรือไม่ แต่ถ้าให้ดีควรรู้จักถือความเมตตาไว้ เป็นการให้พรผู้อื่นทั้งยังให้พรตัวเอง เป็นสิ่งที่ประเสริฐกว่า
ความโกรธนั้นเปรียบเสมือนอะไร (เปรียบเสมือนเปลวไฟ) เปลวไฟนั้นถ้าอยู่ในมือจะร้อนหรือไม่ถ้าจุดอยู่บนฟืนก็จะกลายเป็นกองไฟเลยไฟเพียงนิดเดียวก็กลายเป็นไฟลุกท่วมได้ เผาฟืนกองเดียวหรือเผาบ้านทั้งหลังก็เริ่มจากไฟนิดหน่อยเท่านั้น ฉะนั้น ท่านจึงประมาทในการใช้ชีวิต ประมาณว่าเพียงกองไฟเล็กน้อย เปลวไฟนิดหน่อย ที่จริงแล้วไม่มีความแตกต่างเลย ชีวิตนี้หากประมาทเพียงหนเดียว เผลอทำความผิดเพียงหนเดียว แล้วผิดหนต่อไป ผิดที่ใหญ่กว่าจะเกิดขึ้นได้ไหมฉะนั้นพึงระลึกไว้ว่า เปลวไฟก็คือเปลวไฟ ความโกรธก็เป็นเปลวไฟจริงแต่ทำลายจิตใจไม่ใช่ทำลายภายนอก เมื่อภายในถูกเผาหมดสิ้นแล้วภายนอกจะหลงเหลือมีแต่รูปกาย ภายในนั้นหมดสิ้นไปกับกองไฟแล้วท่านจะมีความสุขได้อย่างไร
ความหลง ให้คุณหรือให้โทษ (ให้โทษ) ความหลงนั้นให้ความสุขหรือให้ความทุกข์ (ให้ความทุกข์) แล้วท่านอยากได้ความสุขหรือความทุกข์ (ความสุข) ถ้าท่านอยากมีความสุขท่านต้องตัดอะไรด้วย(ตัดความหลง) หากวันนี้ท่านไม่ตัดแล้วเมื่อไหร่จะตัด หากไม่ตั้งจุดหมายให้กับชีวิตชีวิตนี้ก็จะเดินอย่างไร้จุดหมายชีวิตของท่านมีจุดหมายอยู่ ณ ที่ใด (นิพพาน) ถ้าท่านทำตัวเช่นทุกวันนี้จะไปนิพพานได้หรือไม่(ไม่ได้) ก็ยังไม่ได้เดินไปตามจุดหมายที่ตั้งไว้ ดังที่บอกไว้ ความสุขแท้จริงไม่ใช่อยู่บนนิพพาน อย่าหวังว่าขึ้นไปแล้วจะได้พบความสุขหากว่าอยู่บนโลกแล้วยังวุ่นวาย ปลงไม่เป็น เจอความสุขก็เกิดความหลงเหมือนกับเท้าที่ก้าวไปแต่ไม่ถึงจุดหมาย รู้จักปลงเพียงนิดหน่อย รู้จักเมตตาเพียงน้อยนิด รวมๆ แล้วท่านยังไม่ได้ถึงคุณธรรมข้อไหนเลยการไปนิพพานจึงยังเป็นทางที่ไกล แต่ขึ้นอยู่กับตัวท่านเอง ว่าจะสามารถบั่นยาวอันนี้ให้กลายเป็นสั้นได้หรือไม่

บทกลอนความดี

อนิจจา  โอ้สังขาร  นั้นไม่เที่ยง
มิอาจเลี่ยง  หลีกได้  ใครหลบหนี
ถึงร่างกาย  จะเผาไหม้  เป็นธุลี
แต่ความดี  ยังคงอยู่  มิรู้คลาย

เกิดมาแล้ว  เป็นมนุษย์  สุดประเสริฐ
จงเร่งเถิด  สร้างความดี  มิห่างหาย
สร้างประโยชน์  ให้แผ่นดิน  ถิ่นเกิดกาย
ถึงชีพวาย  ชื่อคงอยู่  คู่แผ่นดินไทย.....
ความหมายแห่งคำว่า "เพื่อนแท้"
 
เพื่อน เติมเต็มบางสิ่งในชีวิตที่ขาดหาย
เพื่อน ทำให้เรารู้จักการให้ การรับ และการให้อภัย
เพื่อน ยอมรับได้ในความเป็นตัวเราเอง
เพื่อน ไม่อิจฉา ริษยา และว่าร้ายเราลับหลัง
เพื่อน เก็บความลับของเรา และไม่เอาไปเล่าต่อ
เพื่อน คอยรับฟังความเป็นไป และเรื่องราวของเรา
เพื่อน คอยเป็นกำลังใจ คอยให้คำแนะนำที่ดี
เพื่อน คอยชื่นชมยินดีกับความสำเร็จของเรา
เพื่อน สามารถคุยกันได้ทุกเรื่อง อย่างไม่ต้องกลัวอะไร อย่างเปิดใจ และไม่เสแสร้ง
เพื่อน ไม่เคยตั้งใจทำให้เราเสียใจ
เพื่อน จะร่วมแบ่งปันความทุกข์ ความสุขด้วยกัน
เพื่อน ยังอยู่ข้างเรา แม้ในตอนที่เราแย่ที่สุดในชีวิต
เพื่อน คือคนที่เราไว้ใจ ให้ได้แม้กระทั่ง พาสเวิร์ด
เพื่อน จะคอยตักเตือน และเป็นกระจกเงาให้เราเสมอ
เพื่อน ทำให้เรามีความรู้สึกดีดีได้เสมอ
เพื่อน คือคนที่อยู่เคียงข้างทุกครั้งที่มีปัญหา
เพื่อน แม้ว่าจะไม่ได้พบเจอกันนานแค่ไหนแต่ความรู้สึกในใจยังเหมือนเดิม
                ชีวิตคนเราแท้จริงแล้ว ก็ต้องการเพียงแค่เพื่อนแท้ ๆ สักคนหนึ่ง ไว้คอยพูดคุย ปรึกษา ไว้คอยห่วงใย เอื้ออาทร ร่วมทุกข์ ร่วมสุข หัวเราะและร้องไห้ เพื่อโลกใบนี้จะได้ไม่เงียบเหงา และอ้างว้างเกินไปเท่านั้นเอง.... หากท่านมีเพื่อนแท้แล้ว ท่านจงรักษาความเป็นเพื่อนนั้นไว้ให้ดีที่สุดและโปรดรับรู้ไว้เถิดว่าท่านเป็นผู้หนึ่งที่โชคดีที่สุดคนหนึ่ง

วันอังคารที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2554

จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของประชากร พ.ศ. 2548 เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรกว่า 64,758,500 คน โดยสัดส่วนของประชากรวัยกลางคน อายุระหว่าง 30-39 ปี รวมๆ แล้วมีเกือบ 20 ล้านคน! ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการหารายได้แก่ครอบครัว และเป็นกลุ่มที่มีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างมาก แต่อย่าลืมว่าในขณะที่หน้าที่การงานมั่นคงและไปได้สวย ก็เป็นช่วงที่ธรรมชาติของร่างกายเริ่มเสียสมดุล จนเริ่มส่งสัญญาณเตือนว่าต้องการการดูแลเป็นพิเศษ เช่น ตาเริ่มแห้งหรืออ่อนล้าง่าย ผิวพรรณเริ่มแห้ง นอนไม่หลับ น้ำหนักเพิ่มมากขึ้น อ่อนเพลียจากการทำงานเป็นประจำ เป็นต้น

ดังนั้น เพื่อเพิ่มศักยภาพในการทำงาน ฟื้นฟูและป้องกันไม่ให้สุขภาพแย่ไปกว่านี้ คนวัยนี้จึงควรเน้นการรับประทานอาหาร ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ประกอบกับออกกำลังกายมากขึ้น เพื่อต้านความเสื่อมจากภายในสู่ภายนอกอย่างยั่งยืน

เพิ่มพลังสายตาไม่ให้ล้าจากการใช้สายตา ในการเพ่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ การอ่านเอกสารเป็นตั้งๆ ติดต่อกันเป็นเวลานาน ล้วนเป็นสาเหตุให้กล้ามเนื้อตา
ถูกใช้งานมาก จึงควรพักสายตาและบำรุงสายตา ด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะวิตามินเอ และสังกะสี
 
วิตามินเอ ช่วยในการมองเห็นในที่แสงสลัว ปรับสายตาในที่มืดได้ดี และเพิ่มความแข็งแรงของเยื่อบุต่างๆ วิตามินเอจำเป็นในการสร้าง และการคงสภาพของเซลล์เยื่อบุอวัยวะต่างๆ เช่น ปอด หลอดลม ผิวหนัง และเยื่อบุตา วิตามินเอพบมากในอาหารประเภทตับหมู ตับไก่ ไข่ น้ำนม หรือพืชผักที่มีสีเขียวเข้ม และผลไม้ที่มีสีเหลืองส้ม เช่น ผักบุ้ง ผักตำลึง ฟักทอง มะละกอสุก แครอท เป็นต้น
 
วิตามินซี พบวิตามินซีปริมาณสูงในตา ซึ่งช่วยป้องกันตาไม่ให้ถูกทำลาย โดยอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นจากการกระตุ้นโดยแสง วิตามินซี พบมากในผลไม้ตระกูลส้ม ผักใบเขียว มะเขือเทศ และ ฝรั่ง
 
สังกะสช่วยในการปรับสายตาในที่มืดได้ดี พบมากในอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น หอยนางรม เนื้อ ตับ ไข่ นม ไก่ และปลา แต่เนื้อสัตว์ที่มีไขมันมากจะมีสังกะสีน้อย และพบมากในเมล็ดพืชที่ผ่านการขัดสีน้อย เช่น ข้าวซ้อมมือ

เพิ่มความจำ บำรุงสมอง ต้านเครียดคนวัยกลางคนที่ทำงานในสำนักงาน มักจะใช้แรงงานน้อย แต่ใช้สมองและมีความเครียดมาก ดังนั้น เพื่อให้สมองทำงานได้ดี จำแม่นยำและอารมณ์ดีไม่หงุดหงิดง่าย จำเป็นต้องได้รับสารอาหาร จำพวกกลูโคส กรดอะมิโน วิตามิน และแร่ธาตุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิตามินบีและซี ถือว่าเป็นสารอาหารต้านเครียดได้ดี

 
ไทอะมิน (วิตามินบี 1) พบมากในตับ ไต หัวใจ ข้าวซ้อมมือ ถั่วต่าง ๆ และเนื้อสัตว์ มีบทบาทสำคัญต่อเอนไซม์ ที่เกี่ยวข้องกับการสลายกลูโคสให้เป็นพลังงาน ถ้าร่างกายขาดวิตามินบี 1 จะทำให้อ่อนเพลีย ซึมเศร้า เบื่ออาหาร อาหารไม่ย่อย แขนขาไม่มีแรง ชา ปลายมือปลายเท้า
 
ไรโบฟลาวิน (วิตามินบี 2) พบมากในนม เครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ ปลา และผักใบเขียว เป็นวิตามินที่เป็นส่วนประกอบของเอนไซม์ ที่เกี่ยวข้องกับการสลายกลูโคสให้เป็นพลังงาน ถ้าขาดวิตามินบี 2 จะทำให้ริมฝีปากและลิ้นอักเสบ ปากและมุมปากแตก ระบบประสาทผิดปกติและสับสน
 
ไนอาซิน (วิตามินบี 3) พบมากในเนื้อสัตว์ ถั่วและยีสต์ ถ้าร่างกายขาดไนอาซิน กล้ามเนื้อจะอ่อนแรง เบื่ออาหาร อาหารไม่ย่อย ปวดศีรษะหรือความจำเสื่อมหงุดหงิด
 
วิตามินบี 6 เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์สารนำสื่อประสาท พบมากในอาหารพวกเนื้อสัตว์ ตับ ธัญญาหาร ผักและถั่วต่างๆ ถ้าขาดวิตามินบี 6 จะทำให้อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ โลหิตจาง ซึมเศร้า สับสนและมีอาการชักได้
 
วิตามินบี 12 พบในอาหารที่มาจากสัตว์ เช่น ตับ นม ไข่ และเนื้อสัตว์ แต่จะไม่พบในแหล่งอาหารที่มาจากพืช เกี่ยวข้องกับการสร้างเซลล์ และเยื่อหุ้มปลายประสาท ถ้าขาดวิตามินบี 12 อาจทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง เยื่อหุ้มปลายประสาทถูกทำลาย สมาธิสั้น
 
วิตามินซ เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์สารนำสื่อประสาท ไทรอยด์ฮอร์โมน และการเปลี่ยนโคเลสเตอรอลไปเป็นกรดน้ำดี
วิตามินซียังพบมากในเม็ดเลือดขาว โดยวิตามินซีจะช่วยป้องกันเม็ดเลือดขาว ไม่ให้ถูกทำลายจากอนุมูลอิสระ ซึ่งเกิดขึ้นในขณะที่เม็ดเลือดขาวเข้าไปทำลายเชื้อโรค
 
เหล็ก เป็นส่วนประกอบของเอนไซม์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างพลังงานให้เซลล์สมอง เหล็กยังเป็นส่วนประกอบของฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง ซึ่งทำหน้าที่พาออกซิเจนไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายรวมทั้งสมอง ทำให้สมองสามารถสลายกลูโคสให้เป็นพลังงานได้ อาหารที่พบเหล็กมากได้แก่ เลือด ตับสัตว์ เนื้อสัตว์ต่างๆ โดยเฉพาะเนื้อที่มีสีแดง การขาดเหล็กจะทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ สมรรถภาพในการทำงานและการเรียนรู้ลดลง
 
น้ำมันปลา เป็นแหล่งของกรดไขมันโอเมก้า-3 คือ EPA และ DHA ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการส่งผ่านข้อมูลในสมอง รวมทั้งมีระบบประสาทสัมผัสที่ไว ทำให้ความจำดีขึ้น

ป้องกันโรคกระดูกพรุนก่อนวัย
ภาวะมวลกระดูกสูงสุด (peakbone mass) จะหยุดอยู่ช่วงอายุ 30-35 ปี หลังจากนั้น ร่างกายจะรักษาระดับมวลกระดูกไว้คงที่ จนกระทั่งอายุมากขึ้น ร่างกายจะดึงเอาแคลเซียมจากกระดูกไปใช้ ทำให้กระดูกบางและแตกง่าย เป็นสาเหตุของโรคกระดูกพรุนในอนาคต ดังนั้นช่วงอายุดังกล่าว จึงไม่ยังไม่สายเกินไป ที่จะสะสมแคลเซียมให้กระดูก โดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ในการเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก เช่น เต้าหู้ นม นมถั่วเหลือง โยเกิร์ต ผักใบเขียว เช่น คะน้า ใบยอ ปลากรอบ ปลากระป๋อง หรือปลาซาร์ดีนที่รับประทานได้ทั้งกระดูก ทั้งนี้ ควรจำกัดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น กาแฟ น้ำอัดลม ไม่เกิน 2-3 แก้วต่อวัน


เพิ่มพลังให้ผิวสวย ไร้ริ้วรอย
ผู้หญิงวัยนี้สามารถฟื้นฟูผิวให้ดูสดใส ไร้ริ้วรอยก่อนวัยด้วยการนอนหลับให้ได้วันละ 7-8 ชั่วโมง ประกอบกับรับประทานผลไม้และผักมากๆ ซึ่งสารอาหารที่สำคัญได้แก่

 
วิตามินอ เป็นตัวต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ มีสรรพคุณช่วยให้ผิวหนังชุ่มชื้น ลดการอักเสบ และป้องกันเซลล์ไม่ให้ถูกทำลายด้วยอนุมูลอิสระ พบมากในนม ไข่ ถั่ว จมูกข้าวสาลี เมล็ดธัญพืช ถั่วอัลมอนด์ ถั่วเหลือง น้ำมันพืช ปลาแซลมอน น้ำมันปลา เป็นต้น
 
วิตามินบี-คอมเพล็กซ์ เป็นตัวช่วยในขบวนการผลิตพลังงานภายในเซลล์ พบมากในเห็ด แครอท มะเขือเทศ ไข่ ไก่ ปลาแซลมอน ปลาทูน่า เนื้อหมู ข้าวและเมล็ดธัญพืชต่างๆ
 
กรดโฟลิค (วิตามินบี 9) และวิตามินบี 12 ช่วยในการแบ่งและเจริญเติบโตของเซลล์ นอกจากนี้ กรดโฟลิคยังช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดงด้วย
 
วิตามินบี 6 ช่วยในการสร้างกรดอะมิโน เพื่อนำไปใช้ในการสร้างโปรตีน สำหรับการสร้างเนื้อเยื่อในร่างกาย
 
วิตามินซี เป็นตัวสำคัญในการสร้างคอลลาเจน ทำให้เนื้อเยื่อแข็งแรง คอลลาเจนเป็นส่วนสำคัญของโครงสร้างของกระดูก และผนังหลอดเลือด และช่วยในการหายของบาดแผล พบมากในผลไม้ เช่น มะขาม ส้ม ฝรั่ง มะละกอ
 
สังกะส ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับเอนไซม์หลายชนิดในร่างกาย รวมทั้งการสร้างเนื้อเยื่อ การเจริญเติบโต และพัฒนาการของร่างกาย ช่วยให้ผนังเซลล์คงสภาพโดยออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ สังกะสีช่วยในการสมานแผล ในกรณีที่ร่างกายขาดสังกะสี จะมีผลให้บาดแผลหายช้าลง

ดังนั้น คนวัยกลางคนจึงควรใส่ใจสุขภาพตนเอง จากการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ และการออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อลดความเสี่ยงและป้องกันโรคต่างๆ เช่น โรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ฯลฯ ซึ่งถ้าทำได้เป็นประจำ ไม่ว่างานจะหนักหรือเครียดแค่ไหน สมอง ร่างกายและจิตใจก็พร้อมลุยค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2554

อันดับ ที่ 10
อนันต์ อัศวโภคิน
ก่อตั้งบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮาส์ มูลค่าทรัพย์สินรวม 525 ล้านดอลลาร์

อันดับ ที่ 9
สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ
ประธานเครือบริษัท ไทยซัมมิต ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ถือหุ้นส่วนหนึ่งอยู่ในเนชั่น มัลติมีเดียมูลค่าทรัพย์สินรวม 580 ล้านดอลลาร์


อันดับ ที่ 8
จำนงค์ ภิรมย์ภักดี
ประธานบริษัทบุญรอด บริวเวอรี่ (เบียร์สิงห์) และครอบครัว มูลค่าทรัพย์สินรวม 820 ล้านดอลลาร์


อันดับ ที่ 7
วิชัย มาลีนนท์
บีอีซีเวิร์ลด์ และไทยทีวีสีช่อง 3 มูลค่าทรัพย์สินรวม 880 ล้านดอลลาร์


อันดับ ที่ 6
ประณีต ศิลป์ วัชรพล
เจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ มูลค่าทรัพย์สินรวม 940 ล้านดอลลาร์


อันดับ ที่ 5
กฤตย์ รัตนรักษ์
จัดเป็นเป็นเศรษฐีอันดับต้นๆ ของเมืองไทย มีบุคลิกเก็บเนื้อเก็บตัว ไม่ชอบเป็นข่าว ไม่เคยแถลงข่าว จะเปิดเผยตัวต่อสาธารณะในวันประชุมผู้ถือหุ้นบ้าง “กฤตย์” จบการศึกษาระดับปริญญาโทเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยอีสเทิร์น นิวเม็กซิโก สหรัฐอเมริกา และเริ่มประธานและซีอีโอของบริษัท บางกอก บรอดคาสติ้ง แอนด์ ทีวี (บีบีทีวี) และครอบครัว ทรัพย์สินรวมถึงหุ้นในธนาคารกรุงศรีอยุธยา และปูนซิเมนต์นครหลวง มูลค่าทรัพย์สินรวม 1,000 ล้านดอลลาร์


อันดับ ที่ 4
ธนินท์ เจียรวนนท์
ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) กิจการเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี.) อายุ 69 ปี มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ์ 2,000 ล้านดอลลาร์


อันดับ ที่ 3
ครอบ ครัว “จิราธิวัฒน์”
มีกิจการหลายอย่างตั้งแต่ธุรกิจค้า ปลีก (ห้างเซ็นทรัล) ?,อสังหาริมทรัพย์ ,โรงแรม เป็นต้น มูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวม 2,800 ล้านดอลลาร์


อันดับ ที่ 2
เจริญ สิริวัฒนภักดี
ผู้ก่อตั้งบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ เจ้าของธุรกิจวิสกี้และเบียร์ (เหล้าแม่โขง , เบียร์ช้าง ฯลฯ ) ที่เพิ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์เมื่อปี 2549 ทั้งยังเป็นเจ้าของกิจการโรงแรมพลาซ่า แอทธินี่ และไอเอ็มเอ็ม อีกด้วย มูลค่าทรัพย์สินรวม 3,900 ล้านดอลลาร์

อันดับ ที่ 1
เฉลียว อยู่วิทยา
อายุ 76 ปี กลับมาเป็นบุคคลที่รวยที่สุดของไทยอีกครั้งหนึ่งหลังจากยอดจำหน่ายกระทิงแดง เครื่องดื่มบำรุงกำลังที่นายเฉลียว ร่วมกับนายดีทริช มาเตสชิทซ์ นักธุรกิจออสเตรียเริ่มผลิตขึ้นเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ในต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้น ยอดขายเพิ่มจากปี 2547-2550 ถึงเกือบเท่าตัวเป็น 4,200 ล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา มีมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมด 4,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 136,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 500 ล้านดอลลาร์


อ่านต่อ : http://www.dek-d.com/board/view.php?id=1631590#ixzz1Av2wXzDx

วันจันทร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2554


ขอลาที ปีเก่า แสนเศร้าโศก
ความอับโชค ที่มา กับราศี
อีกโพยภัย ไข้ทำ ประจำมี
ในชีวี จงสลาย มลายพลัน


สวัสดี ปีใหม่ ขอให้สุข
หมดสิ้นทุกข์ กายจิต มิผิดผัน
อายุมั่น ขวัญยืน สี่หมื่นวัน
มีผิวพรรณ ผ่องนวล เย้ายวนชม


ปรารถนา เงินทอง กองท่วมฟ้า
ทำการค้า ร่ำรวย ไปสวยสม
มียศศักดิ์ รักใคร ใคร่ภิรมย์
ขอให้กลม เกลียวกัน และมั่นคง


ถ้าผู้ใด ใจว่าง เรื่องทางรัก
ให้พบพักตร์ กันที อย่ามีหลง
หากอกหัก หนักไป ครวญใคร่ปลง
ขอท่านจง โชคดี ทั้งปีเทอญ